ประกาศ: มีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อและโลโก้ C & S Assist ชวนร่วมธุรกิจบน TikTok และให้โอนเงิน บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และกำลังดำเนินคดีตามกฎหมาย

ภาพปกบทความ Impression Share หน้าผลการค้นหาที่มีโฆษณา คู่กับกราฟวงกลมที่แยกส่วนแบ่งการแสดงผลที่เสียไปออกมา

Impression Share คืออะไร? สูตร วิธีอ่าน และเมื่อไรควรสเกล Google Search Ads

สรุปสั้น: Impression Share คือสัดส่วนจำนวนครั้งที่โฆษณาได้แสดงจริง เทียบกับจำนวนครั้งโดยประมาณที่โฆษณามีสิทธิ์แสดงได้ทั้งหมด สูตรคือ Impressions ÷ Eligible Impressions ตัวเลขนี้มีประโยชน์ที่สุดเมื่ออ่านคู่กับ Lost IS (Budget) และ Lost IS (Rank) เพราะสองค่านี้บอกว่าโอกาสที่หายไปเกิดจากงบไม่พอหรือ Ad Rank ไม่ถึง และช่วยตอบว่าการเพิ่มงบตอนนี้จะได้ลูกค้าเพิ่มจริงหรือไม่

ถ้าคุณเปิด Google Ads แล้วเห็นค่า Search Impression Share 40%, 70% หรือเกือบ 100% คำถามแรกมักเป็นว่าตัวเลขนี้ดีหรือยัง และต้องเพิ่ม Budget อีกหรือเปล่า

Impression Share บอกว่าโฆษณาได้รับการแสดงผลมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับโอกาสที่มีอยู่ แต่ตัวเลขนี้ตัวเดียวไม่ได้บอกว่า Campaign ทำงานดีหรือไม่ ถ้าค่าต่ำ ต้องรู้ต่อว่าเสียโอกาสเพราะ Budget หรือ Ad Rank และถ้าค่าสูงมากแล้ว ต้องดูต่อว่ายังมี Demand หรือ Keyword ให้ขยายอีกหรือเปล่า

บทความนี้อธิบาย Metric ทั้งชุดแบบแยกให้ชัด วิธีอ่านตัวเลขหลายตัวพร้อมกันแล้วรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ และวิธีสเกล Google Search Ads เมื่อ Impression Share เริ่มเต็ม (อัปเดตล่าสุด ตุลาคม 2026)

Impression Share คืออะไร?

Impression Share คือสัดส่วนระหว่างจำนวน Impression ที่โฆษณาได้รับจริง กับจำนวน Impression โดยประมาณที่โฆษณามีสิทธิ์ได้รับ ในภาษาไทย Google Ads เรียกว่า “ส่วนแบ่งการแสดงผล”

สูตร: Impression Share = Impressions ที่ได้รับ ÷ Eligible Impressions (จำนวนครั้งที่มีสิทธิ์แสดง)

สมมติ Google ประเมินว่าโฆษณาของคุณมีสิทธิ์แสดงได้ประมาณ 1,000 ครั้ง แต่แสดงจริง 600 ครั้ง Impression Share จะอยู่ที่ประมาณ 60%

Eligible Impressions ไม่ใช่จำนวนการค้นหาทั้งหมดในตลาด แต่เป็นจำนวนครั้งที่ Google ประเมินว่าโฆษณาของคุณมีสิทธิ์เข้าร่วม โดยพิจารณาจาก Targeting, สถานะการอนุมัติ และคุณภาพของโฆษณา (Google Ads Help: About impression share)

Search Top Impression Share คืออะไร?

Search Top Impression Share คือสัดส่วน Impression ที่โฆษณาได้ในพื้นที่ Top Ads เทียบกับจำนวน Impression ในพื้นที่ Top Ads ที่มีสิทธิ์ได้รับทั้งหมด

Top Ads คือกลุ่มโฆษณาที่แสดงติดกับผลการค้นหา Organic ส่วนใหญ่อยู่เหนือผลการค้นหา แต่ในบาง Query อาจอยู่ใต้ผลการค้นหาได้

Search Absolute Top Impression Share คืออะไร?

Search Absolute Top Impression Share คือสัดส่วนที่โฆษณาได้อยู่อันดับแรกสุดของกลุ่ม Top Ads เทียบกับจำนวนครั้งที่มีสิทธิ์ได้ตำแหน่งนั้น ถ้าใน 100 ครั้งที่โฆษณามีสิทธิ์ขึ้นอันดับแรก แต่ได้ขึ้นจริง 30 ครั้ง ค่านี้คือ 30%

ตำแหน่งแรกสุดมักได้ CTR ดีที่สุด แต่มักมี CPC สูงที่สุดด้วย การดันค่านี้ให้สูงจึงคุ้มกับบางคำเท่านั้น เช่น Brand Keyword หรือคำที่ปิดการขายได้ดี

Search Lost IS (Budget) คืออะไร?

Search Lost IS (Budget) คือสัดส่วนโอกาสแสดงผลที่หายไปเพราะงบประมาณไม่พอ ถ้าค่านี้สูง Campaign มี Keyword และโฆษณาที่แข่งได้ แต่เงินหมดก่อนจะเข้าร่วม Auction ได้ครบ

ค่านี้สูงไม่ได้แปลว่าควรเพิ่มงบทันที ต้องดูก่อนว่า Traffic ที่ได้อยู่ตอนนี้สร้าง Lead หรือยอดขายที่คุ้มหรือไม่ ถ้า CPA ปัจจุบันยังแพงเกินเป้า การเพิ่มงบจะได้ผลลัพธ์แบบเดิมในปริมาณที่มากขึ้น อ่านวิธีคำนวณงบเพิ่มเติมได้ใน Google Ads ราคาเท่าไร? ต้องใช้งบเท่าไร และคำนวณอย่างไรให้คุ้ม

Search Lost IS (Rank) คืออะไร?

Search Lost IS (Rank) คือสัดส่วนโอกาสแสดงผลที่หายไปเพราะ Ad Rank ไม่สูงพอ ถ้าค่านี้สูง การเพิ่มงบอย่างเดียวมักไม่ช่วย เพราะปัญหาอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขันใน Auction

Ad Rank ไม่ได้ขึ้นกับ Quality Score ตัวเดียว Google พิจารณาทั้ง Bid, คุณภาพของโฆษณาและ Landing Page ณ ตอนประมูล, Ad Rank Threshold, การแข่งขัน, บริบทของการค้นหา และผลที่คาดว่าจะได้จาก Assets

ตารางสรุป Metric ทั้งชุด

Metric วัดอะไร สูตรแบบเข้าใจง่าย ใช้ตอบคำถาม
Search Impression Share ได้แสดงกี่ % ของโอกาสทั้งหมด Impressions ÷ Eligible Impressions โฆษณาครองพื้นที่ได้แค่ไหน
Search Top IS ได้ขึ้นกลุ่ม Top Ads กี่ % ของโอกาส Impressions ที่ Top ÷ Eligible Impressions ที่ Top ยังเสียโอกาสขึ้นด้านบนอยู่เท่าไร
Search Abs. Top IS ได้ขึ้นอันดับแรกสุดกี่ % ของโอกาส Impressions ที่อันดับแรก ÷ Eligible Impressions ที่อันดับแรก ยังเสียตำแหน่งแรกสุดอยู่เท่าไร
Search Lost IS (Budget) โอกาสที่หายเพราะงบไม่พอ ประเมินโดย Google ถ้าเพิ่มงบ จะได้แสดงเพิ่มไหม
Search Lost IS (Rank) โอกาสที่หายเพราะ Ad Rank ไม่ถึง ประเมินโดย Google ต้องแก้ Bid, โฆษณา หรือ Landing Page ไหม
Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % Impression ที่ได้จริง แสดงด้านบนกี่ % Impressions ที่ Top ÷ Impressions ทั้งหมดที่ได้ ตำแหน่งที่ได้จริงอธิบาย CTR ที่เปลี่ยนไปไหม

Top IS กับ Impr. (Top) % ต่างกันยังไง?

สองค่านี้ต่างกันที่ตัวหาร Search Top IS เทียบกับ “โอกาสที่มีสิทธิ์” จึงบอกว่ายังเสียพื้นที่ด้านบนไปเท่าไร ส่วน Impr. (Top) % เทียบกับ “Impression ที่ได้จริง” จึงบอกว่าในบรรดาครั้งที่ได้แสดง มีกี่ % ที่อยู่ด้านบน

ตัวอย่างสมมติ โฆษณามีสิทธิ์ขึ้นด้านบน 1,000 ครั้ง ได้ Impression รวม 500 ครั้ง และ 400 ครั้งในนั้นอยู่ด้านบน Search Top IS คือ 400 ÷ 1,000 = 40% แต่ Impr. (Top) % คือ 400 ÷ 500 = 80% ตัวเลขแรกบอกว่ายังพลาดพื้นที่ด้านบนอีกมาก ตัวเลขหลังบอกว่าเวลาได้แสดง ส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งที่ดี

Google แนะนำว่าอย่าใช้ Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % เป็นเป้าในการตั้ง Bid เพราะเมื่อเพิ่ม Bid โฆษณาอาจชนะ Auction ที่แข่งสูงขึ้นในตำแหน่งที่ต่ำลง ค่านี้จึงลดลงได้ทั้งที่ได้แสดงมากขึ้น ถ้าต้องการตั้งเป้าตำแหน่ง ให้ใช้ Search Top IS หรือ Search Abs. Top IS แทน (Google Ads Help: About top and absolute top metrics)

ดู Impression Share ได้ที่ไหนใน Google Ads?

Impression Share อยู่ในกลุ่มคอลัมน์ Competitive metrics ไม่ได้แสดงเป็นค่าเริ่มต้น ต้องเพิ่มคอลัมน์เอง

  1. เปิดหน้า Campaigns, Ad groups หรือ Keywords
  2. กดไอคอน Columns แล้วเลือก Modify columns
  3. เปิดหมวด Competitive metrics แล้วเลือก Search impr. share, Search top IS, Search abs. top IS, Search lost IS (budget) และ Search lost IS (rank)
  4. กด Apply และบันทึกเป็นชุดคอลัมน์ไว้ใช้ครั้งต่อไป

ข้อควรรู้เวลาอ่านตัวเลข

  • ดูได้ในระดับ Campaign, Ad Group และ Keyword ส่วน Lost IS (Budget) มีความหมายที่สุดในระดับ Campaign เพราะงบตั้งที่ Campaign
  • ค่าที่ต่ำมากหรือสูงมากอาจแสดงเป็น “< 10%” หรือ “> 90%” และถ้าข้อมูลน้อยเกินไปจะแสดงเป็น “–“
  • ข้อมูลอาจใช้เวลา 24 ถึง 48 ชั่วโมงกว่าจะอัปเดต และไม่รวม Search Partners
  • Performance Max คำนวณ Impression Share จาก Impression บน Search และ Shopping รวมกัน จึงเทียบตรงๆ กับ Search Campaign ไม่ได้

Impression Share เท่าไหร่ถึงดี?

ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่เหมาะกับทุก Campaign

Impression Share 40% อาจต่ำเกินไปสำหรับ Brand Keyword ที่ธุรกิจต้องการปกป้อง แต่สมเหตุสมผลสำหรับ Generic Keyword ที่ CPC สูงและ Conversion ไม่ดี ในทางกลับกัน Impression Share 90% ก็ไม่ได้แปลว่าควรดันเป็น 100% เสมอไป

คำถามที่สำคัญกว่าคือ Impression ที่กำลังเสียไป ถ้าได้กลับมา จะสร้าง Lead หรือยอดขายที่คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ Impression ชุดสุดท้ายที่ได้มามักแพงที่สุด เพราะเป็น Auction ที่แข่งสูงหรือเป็นคำค้นที่ตรงน้อยที่สุด

อ่าน Impression Share แล้วต้องทำอะไรต่อ?

วิธีอ่านที่ได้ผลที่สุดคือดู Impression Share คู่กับ Lost IS ทั้งสองตัว และคู่กับคุณภาพของผลลัพธ์ (CPA หรือจำนวน Lead ที่ใช่จริง) ตารางนี้สรุปรูปแบบที่เจอบ่อยและสิ่งที่ควรทำก่อน

สิ่งที่เห็น แปลว่าอะไร ทำอะไรก่อน
Lost IS (Budget) สูง และ CPA อยู่ในเป้า Campaign ทำงานดี แต่เงินหมดก่อน เพิ่มงบทีละขั้น (เช่น 15 ถึง 20%) แล้วดูว่า CPA ยังอยู่ในเป้าไหม
Lost IS (Budget) สูง แต่ CPA แพงเกินเป้า เพิ่มงบจะได้ผลแบบเดิมในปริมาณมากขึ้น ตัดคำค้นที่ไม่ใช่ จัดงบไปคำที่ได้ Lead ดี ก่อนคิดเพิ่มงบรวม
Lost IS (Rank) สูง แพ้ Auction เพราะ Ad Rank ไม่ถึง ตรวจ Bid หรือเพดาน CPC, ความตรงของโฆษณากับคำค้น, Assets และ Landing Page ก่อนเพิ่มงบ
Impression Share สูง แต่ Lead ไม่ดี ปัญหาไม่ใช่การมองเห็น ดู Search Terms ว่าโฆษณาไปแสดงกับคำค้นแบบไหน แล้วดูข้อความโฆษณาและหน้า Landing Page
Impression Share เกิน 90% และ CPA ดี Keyword ชุดเดิมใกล้เต็มแล้ว ขยาย Keyword, พื้นที่ หรือช่องทางใหม่ (ดูหัวข้อวิธีสเกลด้านล่าง)
Abs. Top IS สูง แต่ CPC พุ่ง จ่ายแพงเพื่ออยู่อันดับแรก เทียบ Conversion Rate ของตำแหน่งแรกกับตำแหน่งรอง ถ้าต่างกันไม่มาก ลดเป้าตำแหน่งลง
ผังการอ่าน Impression Share คู่กับ Lost IS (Budget) และ Lost IS (Rank) เพื่อตัดสินใจว่าควรเพิ่มงบหรือแก้ Ad Rank ก่อน

จากงานที่ C & S Assist ดูแล เคยเจอธุรกิจที่ Impression ต่ำมากจนทุกฝ่ายเชื่อว่าคนค้นน้อย แต่เมื่อดู Lost IS (Rank) พบว่าโฆษณาแพ้ Auction เกือบทั้งหมดเพราะตั้งเพดาน CPC ไว้ต่ำกว่าราคาตลาด ปัญหาจึงไม่ใช่ Demand และไม่ต้องเพิ่มงบ แค่ปรับเพดานให้สมเหตุสมผล Impression ก็เพิ่มขึ้นทันที

อีกรูปแบบที่เจอคือ Lost IS (Budget) สูงทั้งที่เจ้าของธุรกิจคิดว่าตั้งงบไว้พอแล้ว เพราะคำนวณงบรายวันจากงบรายเดือนหาร 30 แต่ Google คิดเพดานการใช้จ่ายรายเดือนจากงบรายวันคูณ 30.4 และใช้จ่ายได้ไม่เท่ากันทุกวัน การตั้งงบให้ตรงกับเป้ารายเดือนจึงต้องเริ่มจากวิธีคิดเดียวกับ Google

ทำไม Impression Share สูง แต่ผลลัพธ์ไม่เพิ่ม?

เพราะ Impression Share วัดโอกาสในการถูกเห็น ไม่ได้วัดคุณภาพของ Traffic หรือความสามารถในการเปลี่ยนคลิกให้เป็นลูกค้า เมื่อ Impression Share สูงแล้วแต่ยอดไม่ขยับ สาเหตุมักอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งต่อไปนี้

  • ตำแหน่งยังไม่ดีพอ: ได้แสดงบ่อยแต่อยู่ท้ายกลุ่ม ดูได้จาก Search Top IS ต่ำ CTR จึงต่ำตาม
  • โฆษณาไม่ต่างจากคู่แข่ง: Headline และ Description ไม่บอกเหตุผลที่ควรเลือก คนจึงเลื่อนผ่าน
  • Keyword แคบเกินไป: ครองคำชุดเล็กได้เกือบหมด แต่คำชุดนี้มีคนค้นไม่มาก ยอดจึงตัน
  • Landing Page ไม่ตอบคำถาม: คลิกเข้ามาแล้วไม่เจอราคา เงื่อนไข หรือวิธีติดต่อที่ง่าย อ่านเพิ่มใน Conversion Rate Optimization (CRO) คืออะไร?
  • Demand ในตลาดมีเพดาน: คนค้นมีเท่าที่เห็น ต้องสร้าง Demand จากช่องทางอื่นเพิ่ม

7 วิธีสเกล Google Search Ads เมื่อ Impression Share เริ่มเต็ม

เมื่อ Impression Share ของ Keyword หลักสูงแล้วและ CPA ยังดี การเติบโตต่อต้องมาจากการขยายพื้นที่ใหม่ ไม่ใช่การดันตัวเลขเดิมให้ถึง 100%

1. ขยาย Keyword อย่างมีขอบเขต

  • เพิ่ม Long-tail Keyword ที่เฉพาะเจาะจง เช่น ชื่อบริการ ร่วมกับพื้นที่หรือปัญหาที่ลูกค้าพูดถึง คำเหล่านี้มี Traffic น้อยกว่าแต่ Intent ชัดกว่า
  • ถ้าใช้ Exact Match เป็นหลัก ลองเพิ่ม Phrase Match หรือ Broad Match ในชุดที่ทดสอบแยก พร้อม Negative Keywords
  • ตั้งแต่กันยายน 2026 Google ย้ายแคมเปญที่ใช้ Broad Match ระดับแคมเปญและ Automatically Created Assets ไปเป็น AI Max for Search ซึ่งช่วยขยายการแสดงผลได้ แต่ต้องตรวจรายงาน Search Terms สม่ำเสมอ เพราะคำค้นที่ระบบขยายให้อาจไม่ตรงกับลูกค้าที่ต้องการ อ่านวิธีเช็กเพิ่มใน AI Max คืออะไร

2. ตั้งเป้าตำแหน่งหรือ Bid ให้สมเหตุสมผล

  • Target Impression Share: เหมาะกับ Brand Keyword หรือคำที่ต้องการปรากฏด้านบนเสมอ ตั้งเป้าเป็น Top หรือ Absolute Top พร้อมเพดาน CPC
  • Maximize Conversions หรือ Target CPA / Target ROAS: เหมาะเมื่อมี Conversion ที่วัดได้แม่นและมีจำนวนพอ ตั้งเป้าให้ใกล้ผลจริงก่อนแล้วค่อยขยับ
  • Manual CPC: ยังใช้ได้เมื่อ Conversion น้อยหรือต้องการคุมต้นทุนต่อคลิกละเอียด (Google ยุติ Enhanced CPC สำหรับแคมเปญ Search ไปแล้ว)

ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ไหน ให้ดู CPA หรือ ROAS เทียบกับเป้าทุกครั้งที่เปลี่ยน เพราะการดันตำแหน่งขึ้นมักมาพร้อม CPC ที่สูงขึ้น

3. เพิ่มประเภท Campaign เพื่อหาลูกค้าใหม่

  • Performance Max: กระจายโฆษณาไปทุกช่องทางของ Google และหาคนที่ Search Campaign ไม่ได้เข้าถึง อ่านเพิ่มใน Performance Max คืออะไร
  • Demand Gen และ YouTube: สร้างการรู้จักบน YouTube, Discover และ Gmail ให้คนกลับมาค้นหาชื่อแบรนด์ภายหลัง

4. ปรับโฆษณาและ Landing Page ให้เปลี่ยนคลิกเป็นลูกค้าได้มากขึ้น

  • เขียน Headline ที่บอกจุดต่างชัด และใช้ Sitelink, Callout, Structured Snippet, Promotion ให้ครบ
  • ทำให้หน้า Landing Page ตอบคำถามที่ทำให้คนลังเล เช่น ราคาเริ่มต้น เงื่อนไข และขั้นตอนติดต่อ

ถ้า Impression Share เท่าเดิมแต่ Conversion Rate ดีขึ้น ยอดเพิ่มได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบ

5. ขยายหรือปรับ Location Targeting

  • ถ้าให้บริการได้ในจังหวัดอื่น ลองเปิดพื้นที่ใหม่ในแคมเปญแยก เพื่อเทียบ CPA ระหว่างพื้นที่ได้ชัด
  • ธุรกิจหน้าร้าน ปรับ Bid ตามรัศมีที่ลูกค้าเดินทางมาได้จริง และลดน้ำหนักพื้นที่ที่คลิกเยอะแต่ไม่เคยมาเป็นลูกค้า

6. ปกป้องคำค้นชื่อแบรนด์ และพิจารณา Conquest

  • Brand Campaign: กันคู่แข่งมาแย่งพื้นที่เวลาคนค้นชื่อแบรนด์ คำกลุ่มนี้มักได้ CPC ต่ำและ Conversion Rate สูง
  • Conquest: ลงโฆษณากับคำค้นชื่อคู่แข่งเมื่อนโยบายและมารยาททางธุรกิจเอื้อ ใช้ข้อความที่บอกจุดต่างให้ชัด และคาดว่า CPC จะสูงกว่าคำทั่วไป

7. สร้าง Demand จากช่องทางอื่น

เมื่อคนค้นหามีเพดาน การเติบโตต้องมาจากการทำให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น เช่น Meta Ads, TikTok, Content Marketing หรือการร่วมงานกับ Creator คนที่เห็นแบรนด์จากช่องทางเหล่านี้มักกลับมาค้นหาใน Google ทำให้ Search Volume ของคำค้นชื่อแบรนด์เพิ่มขึ้น

สรุป

  • Impression Share คือสัดส่วนการแสดงผลจริงเทียบกับโอกาสที่มีสิทธิ์ ใช้บอกการมองเห็น ไม่ได้บอกว่า Campaign ทำกำไร
  • อ่านคู่กับ Lost IS (Budget) และ Lost IS (Rank) เสมอ เพราะวิธีแก้ของสองกรณีไม่เหมือนกัน
  • ใช้ Search Top IS เมื่ออยากตั้งเป้าตำแหน่ง ส่วน Impr. (Top) % ใช้อธิบาย CTR ไม่ใช้เป็นเป้า Bid
  • เมื่อ Impression Share เกิน 90% และ CPA ดี ให้สเกลด้วยการขยายพื้นที่ใหม่ ไม่ใช่การจ่ายแพงขึ้นเพื่อ Impression ชุดสุดท้าย

ถ้าอยากให้ช่วยดูว่า Campaign ของคุณควรเพิ่มงบหรือควรแก้ส่วนไหนก่อน ขอใบเสนอราคาและคำแนะนำจาก C & S Assist หรือโทร 089-497-9998

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Impression Share

Impression Share คืออะไร?

Impression Share คือสัดส่วนระหว่างจำนวน Impression ที่โฆษณาได้รับจริง กับจำนวน Impression โดยประมาณที่โฆษณามีสิทธิ์ได้รับ ใช้ดูว่า Campaign ได้การมองเห็นมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับโอกาสที่มี แต่ไม่ได้บอกโดยตรงว่า Campaign สร้าง Conversion ได้ดีแค่ไหน

Impression Share คำนวณยังไง?

Impression Share = Impressions ที่ได้รับ ÷ Eligible Impressions เช่น มีสิทธิ์แสดง 1,000 ครั้ง แสดงจริง 600 ครั้ง เท่ากับ 60% ตัว Eligible Impressions เป็นค่าประเมินของ Google จากการตั้งค่า Targeting สถานะการอนุมัติ และคุณภาพของโฆษณา

Impression Share สูงดีไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไป Impression Share สูงแปลว่าได้ส่วนแบ่งการแสดงผลมาก แต่ต้องดูต่อว่า Traffic ที่ได้สร้าง Lead หรือยอดขายที่คุ้มหรือไม่ Campaign ที่ Impression Share สูงแต่ CPA แพงเกินเป้า ยังไม่ถือว่ามีประสิทธิภาพ

Search Lost IS (Budget) กับ Search Lost IS (Rank) ต่างกันอย่างไร?

Search Lost IS (Budget) คือโอกาสที่หายไปเพราะงบไม่พอ ส่วน Search Lost IS (Rank) คือโอกาสที่หายไปเพราะ Ad Rank ไม่ถึง การเพิ่มงบช่วยกรณีแรกได้ แต่กรณีหลังต้องแก้ Bid คุณภาพโฆษณา หรือ Landing Page

Target Impression Share คืออะไร เหมาะกับใคร?

Target Impression Share คือกลยุทธ์ Bid อัตโนมัติที่ตั้งเป้าให้โฆษณาแสดงในตำแหน่งที่เลือก (ที่ไหนก็ได้ในหน้า, Top หรือ Absolute Top) ตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด เหมาะกับคำค้นชื่อแบรนด์หรือคำที่ต้องการปรากฏด้านบนเสมอ ควรตั้งเพดาน CPC ไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ต้นทุนต่อคลิกสูงเกินไป

ทำไม Impression Share แสดงเป็น < 10% หรือ –?

Google Ads แสดงค่าที่ต่ำมากเป็น “< 10%” และค่าที่สูงมากเป็น “> 90%” ส่วน “–” แปลว่าข้อมูลยังไม่พอจะคำนวณ เช่น Keyword ใหม่หรือมี Traffic น้อย ข้อมูลอาจใช้เวลา 24 ถึง 48 ชั่วโมงกว่าจะอัปเดต

ทำไม Search Impression Share สูง แต่ Conversion ไม่เพิ่ม?

เพราะ Impression Share วัดโอกาสในการถูกเห็น ไม่ได้วัดคุณภาพของ Traffic Campaign อาจได้แสดงเกือบทุกครั้ง แต่ยังมีปัญหาที่คำค้น ข้อความโฆษณา ข้อเสนอ หรือ Landing Page จึงควรดู Impression Share คู่กับ Conversion, CPA และคุณภาพของ Lead เสมอ

Facebook
Email