Case Study: เพิ่ม Conversion และลดต้นทุนโฆษณาด้วยกลยุทธ์ Google Ads สำหรับธุรกิจ B2B

ภาพรวม

C & S Assist ได้ร่วมงานกับธุรกิจที่ขายสินค้าเครื่องจักรหนักที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยปัญหาหลักที่พบในช่วงแรกคืออัตรา Conversion
ที่ต่ำ เนื่องจากการเลือกใช้คีย์เวิร์ดและหน้า Landing Page ที่ไม่สอดคล้องกัน โดยลูกค้าใช้หน้าโฮมเพจเป็น Landing Page ซึ่งไม่สามารถ
ช่วยให้เกิด Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลลัพธ์ของแคมเปญโดยรวมยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

เกี่ยวกับลูกค้า

ลูกค้าของเราเป็นธุรกิจ B2B ที่จำหน่ายเครื่องจักรหนักและอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายหลักคือการเพิ่มยอดขาย ผ่านการใช้โฆษณา Google Ads
เป็นช่องทางหลัก เนื่องจากกระบวนการขายในธุรกิจประเภทนี้ ต้องเริ่มต้นจากการสร้างว่าที่ลูกค้าที่มีคุณภาพ (Qualified Leads) ให้มากขึ้นก่อน
ลูกค้ามุ่งเน้นการใช้ Search Campaigns เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นธุรกิจและผู้ค้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะสนใจและต้องการสินค้า
เฉพาะทางเหล่านี้ การใช้โฆษณาออนไลน์จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว

ปัญหาและความท้าทายก่อนหน้า

ด้วยลักษณะของสินค้าที่มีมูลค่าสูง การโฆษณาผ่าน Google Ads ในกลุ่มสินค้านี้จึงมี Cost-Per-Click (CPC) ที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว
แต่ความท้าทายหลักที่ลูกค้าต้องเผชิญคือ:

  • การใช้หน้าโฮมเพจเป็น Landing Page: หน้าโฮมเพจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำโฆษณา Google Ads โดยเฉพาะ
    ทำให้ไม่สามารถดึงดูดหรือกระตุ้นให้เกิด Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Conversion Rate ต่ำมาก: อัตรา Conversion Rate อยู่ที่ประมาณ 1% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับแคมเปญในกลุ่มสินค้ามูลค่าสูง
  • ค่าโฆษณาแพง: ด้วยค่า CPC ที่สูง รวมกับ Conversion ที่ต่ำ ทำให้ต้นทุนในการหาลูกค้าสูงเกินกว่าที่ลูกค้าจะยอมรับได้

ปัญหาเหล่านี้ทำให้ลูกค้าต้องการโซลูชันที่สามารถแก้ไขปัญหา Conversion Rate และลดต้นทุนต่อ Conversion อย่างเร่งด่วน

วิธีแก้ปัญหาและปรับปรุงของเรา

C & S Assist ได้วางกลยุทธ์และปรับปรุงแคมเปญของลูกค้าอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการแก้ไขออกเป็นหลายส่วน ดังนี้:

1. ปรับโครงสร้างแคมเปญ (Campaign Structure):

  • ทำการรวมและจัดระเบียบแคมเปญใหม่ (Consolidate) เพื่อลดความซับซ้อน และทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น
  • แยกกลุ่มโฆษณา (Ad Groups) ตามประเภทสินค้าและคำค้นหา (Keywords) อย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแสดงผลโฆษณา

2. ออกแบบ Landing Page เฉพาะเจาะจง:

  • สร้าง Landing Page ที่สอดคล้องกับแคมเปญและกลุ่มโฆษณา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแปลงผู้เข้าชมเป็นว่าที่ลูกค้า (Leads)
  • เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย ชัดเจน และมีข้อความกระตุ้นการตัดสินใจ (Call-to-Action) ที่ชัดเจน

3. ปรับกลยุทธ์การประมูล (Bidding Strategy):

  • เปลี่ยนจากการใช้ Maximize Clicks เป็น Manual CPC เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการประมูลได้ดียิ่งขึ้น
  • ทดลองเพิ่ม Bidding สำหรับคำค้นหาที่มีความสำคัญ เพื่อดูว่าอัตราการคลิก (CTR) และคุณภาพของว่าที่ลูกค้าที่ได้มาจะดีขึ้นหรือไม่

4. ทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง:

  • วิเคราะห์และปรับแต่งแคมเปญเป็นระยะ เพื่อลดต้นทุนต่อ Conversion และเพิ่ม Conversion Rate ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์

หลังจากการปรับปรุงและวางกลยุทธ์ใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้มีดังนี้:

1.Conversion Volume เพิ่มขึ้น:

  • จำนวน Conversion เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากคุณภาพของผู้เข้าชมเว็บไซต์ดีขึ้น
  •  Conversion Rate ทั้งจาก Google Ads และ Close Sale Conversion Rate ดีขึ้น ส่งผลให้ทีมขายสามารถปิดการขายได้ง่ายขึ้น

2.Cost Per Conversion ลดลง:

  • ด้วย Conversion ที่มีคุณภาพมากขึ้น เม็ดเงินโฆษณาที่ใช้จึงมีความคุ้มค่ามากขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายต่อ Conversion (Cost Per Conversion) โดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

3.การบริหารจัดการที่ง่ายขึ้น:

  • โครงสร้างแคมเปญที่เรียบง่ายและจัดระเบียบใหม่ (Consolidated Campaign) ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่ม Negative Keywords เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโฆษณา

4.ผลลัพธ์ที่ทวีคูณ (Double Impact):

  • ด้วยการออกแบบ Landing Page ใหม่หลายหน้า และการทำ SEO ควบคู่ไปด้วย ส่งผลให้หน้าที่ใช้โฆษณาได้รับอันดับที่ดีในผลการค้นหาแบบ Organic
  • หน้าหลักที่ใช้ในการโฆษณา Google Ads ติดอันดับสูง (ตำแหน่ง 2-3) ในผลการค้นหาแบบ Organic ทำให้ลูกค้าได้รับ Leads จากทั้ง Paid และ Organic Channels พร้อมกัน

การปรับปรุงนี้ไม่เพียงช่วยให้โฆษณา Google Ads มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังเพิ่มการมองเห็นในช่องทาง Organic ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการได้มาของว่าที่ลูกค้า และส่งเสริมผลลัพธ์ทางธุรกิจในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Facebook
Email