ประกาศ: มีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อและโลโก้ C & S Assist ชวนร่วมธุรกิจบน TikTok และให้โอนเงิน บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และกำลังดำเนินคดีตามกฎหมาย

Lead Generation คืออะไร? วิธีสร้าง Lead ที่มีคุณภาพ

Lead Generation คืออะไร? วิธีสร้าง Lead ที่มีคุณภาพ

Lead เยอะขึ้น CPL ถูกลง แต่ฝ่ายขายกลับบอกว่า Lead ไม่ค่อยดี

ถ้าคุณเคยทำ Google Ads หรือ Meta Ads เพื่อหา Lead มีโอกาสสูงที่จะเคยเจอสถานการณ์ประมาณนี้

ตัวเลขใน Dashboard ดูดีขึ้น

จำนวน Lead เพิ่ม
Cost per Lead ลด
Conversion Rate ดีขึ้น

แต่พอถามทีมขายกลับได้คำตอบอีกแบบ

บางคนถามแล้วหาย
บางคนงบไม่ถึง
บางคนไม่ใช่กลุ่มลูกค้า
บางคนมีความสนใจจริง แต่สุดท้ายก็ปิดการขายไม่ได้

แล้วแบบนี้ Campaign ดีขึ้นจริงหรือเปล่า?

นี่เป็นเหตุผลที่เวลาอธิบายว่า Lead Generation คืออะไร ผมไม่อยากหยุดอยู่แค่คำว่า “การหาคนที่สนใจสินค้าและบริการของเรา”

เพราะในโลกจริง Lead แต่ละคนไม่ได้มีคุณค่าเท่ากัน

และสิ่งที่ธุรกิจต้องการจริง ๆ ก็ไม่ใช่จำนวนฟอร์ม จำนวนแชต หรือ CPL ที่ต่ำที่สุด

สิ่งที่ธุรกิจต้องการคือ Sales Opportunity ที่มีโอกาสเปลี่ยนเป็นรายได้ต่อได้

Lead Generation คืออะไร?

ถ้าอธิบายแบบง่ายที่สุด Lead Generation คือกระบวนการดึงดูดคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้า ให้แสดงความสนใจและเข้ามาอยู่ในระบบที่ธุรกิจสามารถติดตาม คัดกรอง และพัฒนาไปสู่การขายต่อได้

ตัวอย่างเช่น

  • กรอกแบบฟอร์มขอใบเสนอราคา
  • ทัก LINE หรือ Messenger
  • โทรสอบถาม
  • นัดหมาย
  • ลงทะเบียน
  • ขอ Demo หรือ Consultation
  • ดาวน์โหลดข้อมูลบางอย่างแล้วให้ช่องทางติดต่อไว้

Salesforce อธิบาย Lead Generation ว่าเป็นกระบวนการสร้างความสนใจในสินค้าและบริการ แล้วพาความสนใจนั้นไปสู่การขาย โดยเป้าหมายคือช่วยให้ธุรกิจโฟกัสกับ Prospects ที่มีคุณค่ามากกว่า ดูคำอธิบาย Lead Generation จาก Salesforce

แต่มีจุดสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง

Lead ยังไม่ใช่ Customer

การมีคนกรอก Form จึงยังไม่ได้แปลว่าเราได้ลูกค้าเพิ่มแล้ว

Qualified Lead คืออะไร? ต่างจาก Lead และ Sale อย่างไร

Qualified Lead คือ Lead ที่ผ่านเกณฑ์ที่ธุรกิจตกลงไว้ว่า “คุ้มที่ทีมขายจะคุยต่อ” เช่น งบถึง อยู่ในพื้นที่ให้บริการ ต้องการสินค้าที่เราขายจริง และมีกำหนดเวลาตัดสินใจ ส่วน Lead ทั่วไปคือทุกคนที่ทิ้งช่องทางติดต่อไว้ และ Sale คือ Lead ที่จ่ายเงินแล้ว ทั้งสามคำจึงเป็นคนละขั้นของ Funnel เดียวกัน และควรนับแยกกัน

ลองนึกภาพธุรกิจ B2B ที่มี Lead เข้ามา 100 คน

ใน 100 คนนี้อาจมีทั้ง

  • คนที่เพิ่งเริ่มหาข้อมูล
  • คนที่ Budget ไม่ถึง
  • คนที่ต้องการบริการคนละประเภท
  • Supplier ที่ต้องการเข้ามาขายของ
  • คนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ
  • บริษัทที่มี Requirement จริงและพร้อมเริ่มโครงการ

แต่ถ้า Dashboard แสดงเพียงว่า 100 Leads ทุกคนจะถูกนับเท่ากันหมด

ตรงนี้จึงเกิดคำว่า Qualified Lead

แต่แต่ละธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ Definition เหมือนกัน

บางธุรกิจอาจดูจาก Budget
บางธุรกิจดูพื้นที่ให้บริการ
บางธุรกิจดู Industry หรือ Company Size
บางธุรกิจดู Timeline
บางธุรกิจต้องรู้ว่าคนที่ติดต่อเข้ามาเป็น Decision Maker หรือไม่

CRM และ Sales Platform หลายตัวจะมีคำอย่าง MQL หรือ Marketing Qualified Lead และ SQL หรือ Sales Qualified Lead เพื่อช่วยแยกว่า Lead อยู่ใน Stage ไหน

HubSpot อธิบายว่า MQL คือ Lead ที่มี Engagement หรือความสนใจมากพอให้ Marketing มองว่ามีโอกาสเป็นลูกค้ามากกว่า Lead ทั่วไป ขณะที่ SQL เป็น Lead ที่พร้อมเข้าสู่การพูดคุยกับ Sales มากขึ้น ดูความแตกต่างระหว่าง MQL และ SQL จาก HubSpot

แต่สำหรับ SME ผมไม่คิดว่าต้องเริ่มจากระบบที่ซับซ้อน

แค่สามารถแยกประมาณนี้ให้ได้ก่อนก็มีประโยชน์มากแล้ว

ขั้น ความหมาย ตัวอย่างเกณฑ์ (ธุรกิจบริการ) ใครเป็นคนตัดสิน
Lead ทิ้งช่องทางติดต่อไว้ เช่น กรอกฟอร์ม ทัก LINE โทร กรอกฟอร์มครบ ระบบนับอัตโนมัติ
Qualified Lead ผ่านเกณฑ์ที่ตกลงไว้ว่าคุ้มคุยต่อ งบถึง อยู่ในพื้นที่ ต้องการภายใน 3 เดือน Marketing กับ Sales ตกลงเกณฑ์ร่วมกัน
Sales Opportunity ทีมขายคุยแล้วและมีโอกาสจริง เช่น ส่งใบเสนอราคา นัดดูหน้างาน ส่งใบเสนอราคาแล้ว ทีมขาย
Won / Lost ปิดการขายได้ หรือเสียงานพร้อมเหตุผล จ่ายมัดจำ / เสียเพราะราคา ทีมขาย

สิ่งสำคัญคือ Marketing กับ Sales ต้องเข้าใจตรงกันว่า Lead ที่ดีสำหรับธุรกิจนี้คือใคร

ประโยชน์ของการนับ Qualified Lead แยกไว้ไม่ได้มีแค่ในรายงาน ระบบโฆษณาเองก็รับข้อมูลนี้ได้แล้ว ฝั่ง Google Ads แยกเป้าหมายเป็น Qualified leads และ Converted leads ให้นำเข้าสถานะ Lead จาก CRM หรือชีตกลับไปได้ และใน Lead Form ยังเลือกได้ว่าคำตอบข้อไหนนับเป็น Qualified Lead ส่วนฝั่ง Meta มีเป้าหมาย Conversion Leads ที่ใช้สถานะ Lead จาก CRM ผ่าน Conversions API เมื่อระบบรู้ว่า Lead แบบไหนผ่านเกณฑ์ ก็จะหาคนแบบนั้นเพิ่ม แทนที่จะหาคนที่กรอกฟอร์มง่ายที่สุด

สำหรับ SME ที่ยังไม่มี CRM เริ่มจาก Google Sheet ที่ทีมขายติ๊กสถานะทุกวันก็พอ สิ่งที่ต้องมีคือเกณฑ์ที่ทุกคนใช้ตรงกัน

Case จริงที่ทำให้เราเห็นว่า Conversion เยอะ ไม่ได้แปลว่า Lead ดี

เราดูแล Meta Ads ให้ธุรกิจรับทำบิวต์อินรายหนึ่ง ซึ่งรับงานเริ่มต้นประมาณ 200,000 บาท

ในโฆษณามีการระบุราคาเริ่มต้นค่อนข้างชัด เพื่อช่วยกรองคนที่ Budget ไม่ถึงตั้งแต่ต้น

ในทางทฤษฎี ก็น่าจะช่วยลด Lead ที่ไม่ตรงกลุ่มได้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ Campaign ที่เน้นให้คน ทักแชตเข้ามาทันที ก็ยังได้ Not Qualified Leads อยู่พอสมควร

บางคนไม่ได้อ่านรายละเอียดมากพอ
บางคนอยากถามราคาก่อน
บางคนมีความต้องการ แต่ Budget ไม่ถึงระดับที่ธุรกิจรับงาน

ต่อมาเมื่อเปลี่ยน Journey ให้คนจากโฆษณาเข้า Landing Page ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจติดต่อเข้ามา คุณภาพของ Lead ที่ได้กลับดีขึ้น

ตรงนี้ผมไม่อยากสรุปว่า Landing Page ดีกว่า Messaging Campaign เสมอไป

เพราะธุรกิจและ Offer แต่ละแบบไม่เหมือนกัน

แต่สิ่งที่ Case นี้ทำให้เราเห็นคือ Conversion Mechanism มีผลต่อคนที่เข้ามาใน Funnel

การทำให้ Conversion เกิดง่ายขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราจะได้ Potential Customer ที่ดีขึ้นเสมอไป

และนี่คือเหตุผลที่เวลาออกแบบ Landing Page เพื่อเพิ่ม Conversion เราไม่ควรถามแค่ว่า Form สั้นลงแล้ว CVR สูงขึ้นไหม แต่ควรถามต่อว่า Lead ที่ได้ยังมีคุณภาพหรือไม่

Lead ดีแล้ว ทำไมยังปิด Sale ไม่ได้?

อีก Case หนึ่งเป็นธุรกิจจำหน่ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

Lead เข้ามาค่อนข้างเยอะ

ถ้าดูจาก Dashboard อย่างเดียว เราอาจรู้สึกว่า Marketing ทำหน้าที่ของมันแล้ว

แต่พอไล่ดูปลายทาง การปิดการขายกลับไม่ได้ง่ายตามจำนวน Lead ที่เห็น

เพราะการซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจอย่างเดียว

ลูกค้ายังต้องพิจารณาเรื่องอื่น เช่น

  • ราคา
  • Specification
  • ระยะเวลาส่งมอบ
  • เงื่อนไขการชำระเงิน
  • ความพร้อมของสินค้า
  • คู่แข่งที่กำลังเปรียบเทียบ
  • Requirement ของโครงการ

ตรงนี้ทำให้เห็นอีกชั้นหนึ่งว่า Qualified Lead ก็ยังไม่เท่ากับ Sale

Marketing สามารถสร้าง Opportunity ได้

แต่ Revenue เกิดจากหลายอย่างร่วมกัน ทั้ง Marketing, Product, Price, Offer, Sales Process และ Commercial Conditions

เพราะฉะนั้นเวลา Lead เยอะ แต่ปิดการขายไม่ได้ เราไม่ควรรีบสรุปว่า Ads มีปัญหาทุกครั้ง

บางครั้งปัญหาอาจอยู่หลังจาก Marketing ส่ง Lead ให้ Sales ไปแล้ว

ทำไมดูแค่ CPL ถึงไม่พอ?

CPL หรือ Cost per Lead เป็น Metric ที่มีประโยชน์

สูตรง่าย ๆ คือ CPL = ค่าใช้จ่ายการตลาด ÷ จำนวน Lead

ถ้าเดือนก่อนใช้เงิน 50,000 บาท ได้ 50 Leads CPL จะอยู่ที่ 1,000 บาท

เดือนนี้ใช้เงินเท่าเดิม แต่ได้ 100 Leads CPL เหลือ 500 บาท

ฟังดูดีขึ้นมาก

แต่ถ้า 100 Leads ใหม่นั้นมี Qualified Leads น้อยกว่าเดิมล่ะ?

ภาพก็เปลี่ยนทันที

เพราะฉะนั้น CPL ควรเป็นแค่หนึ่ง Layer ของ Funnel ไม่ใช่ Metric สุดท้าย

Qualified Lead Rate

ใช้ดูว่า Lead ที่เข้ามาทั้งหมด มีสัดส่วนที่ผ่านเกณฑ์ของธุรกิจจริงเท่าไร

ถ้า Lead เพิ่มขึ้น 50% แต่ Qualified Lead Rate ลดลงครึ่งหนึ่ง เราก็ต้องกลับมาดูว่า Marketing กำลังดึงคนแบบไหนเข้ามา

Cost per Qualified Lead

ตัวเลขนี้ตอบคำถามได้มากกว่า CPL ว่าเราใช้เงินเท่าไรในการสร้าง Lead ที่ธุรกิจมองว่ามีคุณภาพจริงหนึ่งราย

Lead-to-Customer Rate

ช่วยให้เห็นว่า Lead ที่ได้มาสามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน

ถ้า CPL ลดลง แต่ Lead-to-Customer Rate ลดลงแรงกว่าเดิม Marketing อาจไม่ได้ดีขึ้นจริง

Cost per Opportunity

สำหรับธุรกิจ B2B หรือบริการที่มี Sales Cycle ยาว ผมชอบ Metric นี้มาก

เพราะมันไม่ได้ถามว่าใครกรอก Form

แต่มองต่อว่า Marketing ใช้เงินเท่าไรเพื่อสร้าง Sales Opportunity หนึ่งรายการ

Customer Acquisition Cost

ท้ายที่สุด สิ่งที่ธุรกิจต้องรู้คือเราใช้ต้นทุนเท่าไรในการได้ Customer จริง

Campaign ที่ CPL แพงกว่า อาจยังคุ้มกว่า ถ้า Lead ที่ได้มี Close Rate สูงกว่า หรือ Deal Size ใหญ่กว่า

ก่อนถามว่า Platform Optimize ดีไหม ต้องถามก่อนว่าเราสอนมันให้หาอะไร

เราเคยเข้าไปดู Google Ads ของธุรกิจจำหน่ายและรับปูพื้น SPC รายหนึ่ง (และปัจจุบันก็ยังเป็นลูกค้าของเราอยู่ ขอบคุณมากครับ 🙂 🙏) แล้วพบปัญหาสำคัญสองอย่างพร้อมกัน

อย่างแรกคือ Conversion Tracking ถูกตั้งให้ Page View เป็น Conversion

พูดง่าย ๆ คือ แค่คนเข้าหน้าเว็บ ระบบก็อาจมองว่าความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว

ทั้งที่ผู้ใช้ยังไม่ได้ติดต่อธุรกิจเลย

อย่างที่สองคือ Search Campaign แทบไม่มีการทำ Negative Keywords

ผลคือ Data ที่ Google Ads ใช้เรียนรู้กำลังปนทั้ง Traffic ที่ไม่เกี่ยวข้องและ Conversion Signal ที่ไม่ได้สะท้อน Business Outcome

อย่างน้อยการเปลี่ยน Conversion จาก Page View ให้เข้าใกล้ Intent มากขึ้น เช่น การคลิก LINE ก็ทำให้ Signal มีความหมายขึ้น แม้ว่าการคลิก LINE เองก็ยังไม่ใช่ Sale

ประเด็นสำคัญคือ Automation ไม่สามารถแก้ Measurement ที่ผิดให้เราได้

ต่อให้ Smart Bidding หรือ AI ของ Platform เก่งขึ้นแค่ไหน ถ้าเราให้ Signal ผิด ระบบก็ยัง Optimize ไปผิดทิศได้

Google Ads เองมี Goal ประเภท Qualified Lead และ Converted Lead เพื่อให้ Advertiser สามารถส่งข้อมูลที่อยู่ลึกกว่า Form Submission กลับเข้าไปใช้กับ Measurement และ Bidding ได้ ดูรายละเอียด Qualified Leads และ Converted Leads จาก Google Ads

และหากธุรกิจมีข้อมูล Lead หลังบ้าน ก็สามารถใช้ Enhanced Conversions for Leads เพื่อช่วยเชื่อม Offline Conversion Data กลับกับ Campaign ได้แม่นขึ้น

เพราะฉะนั้นก่อนจะถามว่า

Google Ads Optimize ดีไหม?

ผมคิดว่าควรถามก่อนว่า

เรากำลังสอน Google ให้ Optimize หาอะไรอยู่?

Lead Generation เริ่มตั้งแต่ Message ไม่ใช่ตอนคนกรอก Form

อีกเรื่องที่เราเคยเห็นจากการทดสอบ Copy ของ Google Responsive Search Ads คือ เมื่อ Message เปลี่ยน ทั้ง CTR, Click, Conversion และ Conversion Rate สามารถเปลี่ยนตามได้ค่อนข้างมาก

ผมไม่เรียกสิ่งนี้ว่า Clean A/B Test เสมอไป เพราะ Ad Serving, Search Term Mix และ Auction ในแต่ละช่วงอาจไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

แต่สิ่งที่สังเกตได้คือ Message มีผลต่อคนที่เราเชิญเข้ามาใน Funnel

เช่น

“ราคาถูกที่สุด”

กับ

“สำหรับธุรกิจที่ต้องการ Lead คุณภาพมากขึ้น”

ไม่ได้ดึงคนประเภทเดียวกันเข้ามาเสมอไป

โฆษณาจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่ทำให้ CTR สูง

มันยังสามารถทำหน้าที่ Pre-qualify คนตั้งแต่ก่อน Click ได้ด้วย

แล้ว Lead Generation ที่ดีประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ผมมอง Lead Generation เป็นระบบมากกว่า Campaign Objective

ระบบนี้มีอย่างน้อย 6 ส่วนที่ต้องเชื่อมกัน

1. Offer ต้องชัด

ลูกค้าต้องเข้าใจก่อนว่า

ธุรกิจขายอะไร
เหมาะกับใคร
ช่วยแก้ปัญหาอะไร
และมีเหตุผลอะไรที่ควรติดต่อ

ถ้า Offer ยังไม่ชัด การเพิ่ม Traffic มักไม่แก้ปัญหา

2. เข้าใจ Buying Situation

คนไม่ได้กลายเป็น Lead เพราะ Demographic อย่างเดียว

เขามักอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง เช่น

Google Ads เดิมไม่สร้าง Lead
Supplier ส่งของไม่ทัน
กำลังเปิดสาขาใหม่
กำลัง Renovate บ้าน
Website มี Traffic แต่ไม่เกิด Inquiry
ต้องเปลี่ยน Agency เดิม

Buying Situation เหล่านี้ควรเป็น Input ของ Keyword, Audience, Creative และ Content

3. เลือก Channel ให้เหมาะกับ Intent

คนที่กำลัง Search Google ว่า “รับทำ Google Ads” อยู่ใน Mental State คนละแบบกับคนที่กำลังเลื่อน Instagram

Search มักจับ Demand ที่มีอยู่แล้วได้ดี

Meta อาจช่วยสร้าง Demand หรือเข้าถึงคนที่ยังไม่ได้ Search ตรง ๆ

SEO และ Content อาจช่วยทั้ง Educate และ Capture Demand

ไม่มี Channel ไหนดีที่สุดโดยตัวมันเอง

สิ่งสำคัญคือ Channel นั้น Match กับ Intent และ Customer Journey หรือไม่

4. Message และ Landing Experience ต้องช่วยคัดกรอง

เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการทำให้ทุกคนกรอก Form

บางธุรกิจอาจได้ประโยชน์จากการบอกข้อมูลล่วงหน้า เช่น

  • ราคาเริ่มต้น
  • Minimum Order
  • Scope งาน
  • พื้นที่ให้บริการ
  • Requirement
  • Timeline

จำนวน Lead อาจลดลง

แต่ถ้าคนที่หายไปคือกลุ่มที่ไม่เหมาะกับธุรกิจ ผลลัพธ์อาจดีขึ้นกว่าเดิม

ตรงนี้เป็นเหตุผลที่ผมคิดว่า Conversion Rate ต้องดูคู่กับ Conversion Quality

5. ต้องมี Qualification และ Sales Process

เมื่อ Lead เข้ามาแล้ว ต้องรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อ

ใครรับผิดชอบ
ติดต่อเร็วแค่ไหน
ถามอะไร
Qualified อย่างไร
ส่ง Proposal เมื่อไร
Lost แล้วเก็บ Reason หรือไม่

Lead Generation จะขาดครึ่งหนึ่งทันทีถ้า Marketing ส่ง Lead ให้ Sales แล้วไม่รู้ต่อว่าเกิดอะไรขึ้น

6. Measurement ต้องส่ง Feedback กลับมาได้

ระบบที่ดีที่สุดไม่ได้จบตอน Dashboard บอกว่ามี Conversion

แต่ควรตอบต่อได้ว่า

Lead ไหน Qualified
Lead ไหนกลายเป็น Opportunity
Lead ไหนกลายเป็น Customer
Lead ไหน Lost และเพราะอะไร

เมื่อ Marketing ได้ข้อมูลกลับมา Campaign, Creative, Keyword, Landing Page และ Budget Allocation ก็มีโอกาสพัฒนาต่อได้จริง

Lead Generation ใช้ช่องทางอะไรได้บ้าง?

จริง ๆ แล้วหลาย Channel สามารถมีบทบาทใน Lead Generation ได้

Google Search Ads

เหมาะกับการ Capture Demand ที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะ Search ที่มี Commercial Intent สูง

ถ้าธุรกิจกำลังพิจารณาใช้ Search เพื่อหา Lead สามารถดูแนวทาง บริการ Google Ads ของ C & S Assist เพิ่มเติมได้

Meta Ads

สามารถใช้ได้ทั้งการสร้าง Demand, Lead Form, Messaging หรือพาคนเข้า Landing Page

ข้อสำคัญคืออย่าเทียบ Lead จาก Meta กับ Search ด้วย CPL อย่างเดียว เพราะ Intent อาจต่างกันมาก

SEO และ Content Marketing

ช่วยให้ธุรกิจถูกค้นพบตั้งแต่ช่วงที่ลูกค้ายังหาข้อมูล ไปจนถึงช่วงที่เริ่มประเมิน Solution

บทความแบบที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่เองก็เป็นส่วนหนึ่งของ Lead Generation

ไม่ได้ต้องปิด Sale ในบทความทันที แต่ช่วยพาคนจากคำถามหนึ่งไปใกล้ Decision มากขึ้น

Landing Page

Landing Page ไม่ใช่ Traffic Channel แต่เป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยน Traffic ให้เป็น Lead และช่วย Qualification

หน้า Landing Page ที่ดีจึงไม่ใช่แค่ทำให้คนกด Button ง่ายขึ้น แต่ต้องช่วยให้คนเข้าใจว่าบริการนั้นเหมาะกับเขาหรือไม่ด้วย

Email, CRM, Referral และ Event

สำหรับธุรกิจที่ Sales Cycle ยาว Lead อาจยังไม่พร้อมซื้อในวันที่เข้ามาครั้งแรก

Channel เหล่านี้จึงมีบทบาทในการ Nurture และพัฒนา Lead ต่อ

Lead Generation ที่ดีต้องเชื่อม Marketing กับ Sales

หนึ่งในปัญหาที่เราเจอบ่อยคือ Marketing กับ Sales มองคนละ Dashboard

Marketing เห็น

Lead
CPL
Conversion Rate

Sales เห็น

ติดต่อไม่ได้
Budget ไม่ถึง
Proposal
Won
Lost

ถ้าข้อมูลสองชุดนี้ไม่กลับมาเจอกัน Marketing ก็ไม่มีทางรู้ว่า Lead ที่สร้างมามีคุณภาพจริงแค่ไหน

ระบบไม่ต้องเริ่มซับซ้อนมาก

แค่มีสถานะประมาณ

New Lead
Contacted
Qualified
Opportunity
Won / Lost

ก็ช่วยได้มากแล้ว

Salesforce เองแนะนำการใช้ Lead Scoring หรือ Qualification เพื่อช่วยให้ทีม Sales ให้เวลากับ Prospect ที่มีโอกาสมากกว่า แทนที่จะปฏิบัติกับ Lead ทุกคนเท่ากัน ดูแนวคิด Lead Scoring จาก Salesforce

แต่สิ่งสำคัญกว่าชื่อ Stage คือ Marketing ต้องสามารถเรียนรู้จากผลลัพธ์หลังจาก Lead ถูกส่งต่อไปแล้ว

6 ข้อผิดพลาดที่เราเจอบ่อยในการทำ Lead Generation

1. ตั้งเป้าว่าอยากได้ Lead เยอะที่สุด

Lead Volume เป็น Input ไม่ใช่ Business Outcome

2. ไม่มี Definition ของ Qualified Lead

Marketing บอกว่า Lead ดี
Sales บอกว่าใช้ไม่ได้

แต่ไม่มีเกณฑ์กลางว่าคำว่า “ดี” หมายถึงอะไร

3. ดูแค่ CPL

CPL ดีขึ้นอาจเป็นข่าวดี

แต่ต้องดูต่อว่า Qualified Lead และ Customer ดีขึ้นตามหรือไม่

4. Conversion Tracking อยู่ตื้นเกินไป

ถ้า Platform เห็นเพียง Form Submission หรือ Button Click แต่ไม่รู้ว่า Lead ไหนมีคุณภาพ การ Optimization ก็มีข้อจำกัดตามข้อมูลที่เราให้

5. Optimize Landing Page เพื่อ Conversion Rate อย่างเดียว

Conversion เพิ่มขึ้นไม่ผิด

แต่ถ้า Lead Quality ลดลงหนักกว่าเดิม ผลลัพธ์ทางธุรกิจก็อาจแย่ลง

6. โทษ Advertising ทุกครั้งที่ Sales ปิดไม่ได้

บางครั้ง Campaign สร้าง Lead ที่มี Requirement จริงแล้ว

แต่ Deal แพ้เพราะ Price, Delivery, Payment Terms, Product Fit หรือ Sales Process

ถ้าไม่แยกสาเหตุให้ออก เราอาจพยายามแก้ Campaign ในจุดที่ Campaign แก้ไม่ได้

สรุป: Lead Generation ไม่ใช่เกมของจำนวน

ถ้าถามว่า Lead Generation คืออะไร

คำตอบสั้น ๆ คือกระบวนการดึงดูด Potential Customer ให้แสดงความสนใจ และพัฒนาเขาไปสู่โอกาสในการขาย

แต่ถ้ามองในเชิงธุรกิจจริง ผมคิดว่าคำตอบต้องยาวกว่านั้นอีกนิด

Lead Generation ที่ดีต้องเชื่อมตั้งแต่

Message
Traffic
Landing Experience
Conversion
Qualification
Sales Process
Measurement

เข้าด้วยกัน

เพราะท้ายที่สุด ธุรกิจไม่ได้ต้องการ Lead เยอะที่สุด หรือ CPL ต่ำที่สุด

ธุรกิจต้องการ ลูกค้าที่เหมาะสม ในต้นทุนที่รับได้ และสามารถสร้าง Revenue ต่อได้

ถ้าธุรกิจมี Lead เข้ามาแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาอยู่ที่ Traffic, Campaign, Conversion Tracking, Landing Page หรือ Lead Quality การวิเคราะห์ทั้ง Funnel มักมีประโยชน์กว่าการรีบเพิ่ม Budget อย่างเดียว

สามารถดูรายละเอียด บริการ Lead Generation ของ C & S Assist เพื่อดูแนวทางที่เราใช้เชื่อม Advertising, Landing Page และ Measurement เข้ากับ Business Outcome ได้

FAQ

Lead Generation คืออะไร?

ตอบ: Lead Generation คือกระบวนการดึงดูดคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้า ให้แสดงความสนใจหรือให้ข้อมูลที่ธุรกิจสามารถติดตามต่อได้ เช่น การกรอกแบบฟอร์ม ทักแชต โทรสอบถาม หรือนัดหมาย

Lead ต่างจาก Customer อย่างไร?

ตอบ: Lead คือ Potential Customer ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วน Customer คือผู้ที่ซื้อสินค้า ใช้บริการ หรือเกิดธุรกรรมกับธุรกิจแล้ว

Qualified Lead คืออะไร?

ตอบ: Qualified Lead คือ Lead ที่ผ่านเกณฑ์ที่ธุรกิจกำหนดว่าคุ้มให้ทีมขายคุยต่อ เช่น งบ ความต้องการ พื้นที่ หรือกำหนดเวลา เกณฑ์นี้ต่างกันในแต่ละธุรกิจ ต้องให้ Marketing กับ Sales ตกลงร่วมกัน และควรนับแยกจากจำนวน Lead ทั้งหมด เพื่อดู Cost per Qualified Lead ได้

MQL กับ SQL ต่างกันอย่างไร?

ตอบ: MQL คือ Lead ที่ Marketing ประเมินว่ามีความสนใจหรือมีโอกาสมากกว่า Lead ทั่วไป แต่ยังอาจต้อง Nurture เพิ่ม ส่วน SQL คือ Lead ที่มีความพร้อมมากพอสำหรับการพูดคุยกับ Sales โดยตรง HubSpot อธิบายความแตกต่างระหว่าง MQL และ SQL ไว้เพิ่มเติมที่นี่

Lead Generation ใช้ช่องทางอะไรได้บ้าง?

ตอบ: สามารถใช้ Google Ads, Meta Ads, SEO, Content Marketing, Email, Social Media, Referral, Event และ Channel อื่นได้ โดยควรเลือกให้เหมาะกับ Search Intent, Buying Situation และ Customer Journey

Lead Generation วัดผลอย่างไร?

ตอบ: นอกจากจำนวน Lead และ Cost per Lead ควรดู Metric ที่อยู่ลึกขึ้นเมื่อมีข้อมูล เช่น Qualified Lead Rate, Cost per Qualified Lead, Lead-to-Customer Rate, Cost per Opportunity และ Customer Acquisition Cost

Facebook
Email