คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามกันบ่อยมากคือ “Google Ads ราคาเท่าไร?” บางคนถามว่าเดือนละ 10,000 บาทพอไหม บางคนอยากเริ่มวันละ 300–500 บาท ขณะที่บางธุรกิจเห็นคู่แข่งลงโฆษณาหนักก็เริ่มคิดว่าต้องใช้งบหลักแสนถึงจะสู้ได้
คำตอบคือ ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ
ไม่ใช่เพราะ Google Ads ซับซ้อนจนตอบไม่ได้ แต่เพราะต้นทุนของ Google Ads เกิดจากระบบประมูล (Auction) และ Economics ของแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน Keyword เดียวกันในคนละอุตสาหกรรมอาจมี CPC ต่างกันมาก Landing Page ที่ต่างกันก็ทำให้ Conversion Rate ต่างกัน และแม้จะได้ Lead จาก Keyword ใกล้เคียงกัน คุณภาพของ Lead และโอกาสปิดการขายก็อาจไม่เหมือนกัน
ดังนั้นแทนที่จะถามเพียงว่า “Google Ads คลิกละกี่บาท?” หรือ “ควรลงวันละเท่าไร?” คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ
ธุรกิจของเรายอมจ่ายเท่าไรเพื่อให้ได้ลูกค้าหนึ่งราย และจาก Economics นี้ควรกลับมาตั้ง Google Ads Budget เท่าไร?
บทความนี้จะลองไล่คิดจากตรงนั้นครับ
Google Ads มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
ก่อนคุยเรื่อง Budget ควรแยกคำว่า “ราคา Google Ads” ออกเป็นอย่างน้อย 3 ส่วน เพราะหลายครั้งเวลามีคนพูดว่า “ลง Google Ads เดือนละ 10,000 บาท” เราอาจกำลังพูดถึงคนละค่าใช้จ่ายกัน
1. งบโฆษณาที่จ่ายให้ Google
ส่วนแรกคือ Media Spend หรือเงินที่ใช้ซื้อ Traffic, Impression, View หรือ Interaction ผ่าน Google Ads
สำหรับ Search Campaign รูปแบบที่คุ้นกันมากที่สุดคือ CPC หรือ Cost Per Click ซึ่งหมายถึงมีค่าใช้จ่ายเมื่อผู้ใช้คลิกโฆษณา แต่ Google Ads ยังมี Campaign และ Ad Format อื่นที่คิดต้นทุนในรูปแบบแตกต่างออกไปตามวัตถุประสงค์ของแคมเปญ
Resource: Google Ads Help — Cost-per-click (CPC) definition
2. ค่าบริหารจัดการ Google Ads
ถ้าธุรกิจจ้าง Freelancer หรือ Agency ดูแล Campaign จะมี Management Fee แยกออกจากงบโฆษณา ผู้ให้บริการแต่ละรายอาจคิดเป็น Fixed Fee, Percentage of Spend หรือใช้รูปแบบอื่นตาม Scope งาน
ดังนั้นถ้ามีผู้ให้บริการเสนอว่า “Google Ads เดือนละ 8,000 บาท” ควรถามให้ชัดว่า 8,000 บาทนั้นคือค่า Ads ที่จ่ายให้ Google, ค่าบริหาร Campaign หรือรวมทั้งสองอย่างแล้ว
หากต้องการดูว่าการบริหาร Google Ads ในมุมของ C & S Assist ครอบคลุมอะไรบ้าง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริการรับทำโฆษณา Google Ads ของ C & S Assist
3. ค่าใช้จ่ายอื่นที่ช่วยให้ Ads ทำงานได้ดีขึ้น
นอกจาก Media Spend และ Management Fee แล้ว บางธุรกิจอาจมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น Landing Page, Conversion Tracking, Creative, Product Feed, CRM หรือ Call Tracking
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ค่า Google Ads โดยตรง แต่มีผลต่อ Performance ของ Campaign และสุดท้ายมีผลต่อ Cost Economics ของการโฆษณาเช่นกัน
Google Ads คิดเงินอย่างไร?
สำหรับ Search Ads รูปแบบที่คุ้นที่สุดคือ Cost Per Click หรือ CPC กล่าวคือ เราไม่ได้จ่ายเพียงเพราะ Ads แสดง แต่มีค่าใช้จ่ายเมื่อผู้ใช้คลิกโฆษณา
อย่างไรก็ตาม ราคาต่อ Click ไม่ใช่ Fixed Price เพราะ Google ใช้ระบบ Auction และ Actual CPC ที่เกิดขึ้นจริงคือจำนวนเงินสุดท้ายที่ระบบเรียกเก็บต่อ Click ซึ่งโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องเท่ากับ Max CPC ที่ผู้ลงโฆษณาตั้งไว้ Google อธิบายว่า Advertiser มักจ่ายเพียงจำนวนที่จำเป็นเพื่อผ่าน Ad Rank Threshold และแข่งขันกับโฆษณารายถัดไปใน Auction
Resource: Google Ads Help — Actual cost-per-click (CPC)
ตรงนี้ทำให้ Google Ads ต่างจากการซื้อสื่อแบบ Rate Card เราไม่สามารถบอกได้ว่า Keyword หนึ่งจะมีราคา 20 บาทต่อ Click ตลอดทั้งเดือน เพราะ Auction เกิดขึ้นใหม่ตาม Search แต่ละครั้ง และบริบทของการประมูลเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
อะไรทำให้ค่าคลิก Google Ads แพงหรือถูก?
ราคาไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Bid เพียงอย่างเดียว Google ใช้ Ad Rank ในการพิจารณาว่าโฆษณามีสิทธิ์แสดงหรือไม่และจะแสดงในตำแหน่งใด โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีทั้งการแข่งขัน บริบทของ Search และคุณภาพของโฆษณา ณ เวลานั้น
Resource: Google Ads Help — About Ad Rank
ดังนั้นแม้จะเป็น Keyword เดิม CPC ก็สามารถเปลี่ยนได้ Search ตอนเช้ากับตอนกลางคืนอาจมีการแข่งขันไม่เท่ากัน Mobile กับ Desktop อาจให้ผลต่างกัน พื้นที่หนึ่งอาจมีคู่แข่งมากกว่าอีกพื้นที่หนึ่ง และจำนวนผู้ลงโฆษณาก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
อีกเรื่องที่ธุรกิจมักมองข้ามคือ Ad Quality และ Landing Page Experience เพราะการลดต้นทุนของ Google Ads ไม่ได้มีเพียงการลด Bid การปรับ Keyword Relevance, Message, Offer หรือ Landing Page ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังค้นหา สามารถเปลี่ยน Economics ของ Campaign ได้โดยไม่จำเป็นต้องพยายามซื้อ Click ให้ถูกลงอย่างเดียว
Google Ads ตั้ง Budget อย่างไร?
Google Ads ส่วนใหญ่ใช้สิ่งที่เรียกว่า Average Daily Budget เช่น ตั้ง Budget วันละ 500 บาท ไม่ได้หมายความว่า Google จะใช้ 500 บาทพอดีทุกวัน
สำหรับ Campaign ส่วนใหญ่ Google ระบุว่า Daily Spending Limit สามารถสูงได้ถึงประมาณ 2 เท่าของ Average Daily Budget ในบางวัน ขณะที่ Monthly Spending Limit โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 30.4 เท่าของ Average Daily Budget
Resource: Google Ads Help — About spending limits
ตัวอย่างเช่น ถ้าตั้ง Average Daily Budget ที่ 500 บาทต่อวัน Monthly Spending Limit โดยทั่วไปจะคำนวณประมาณ
500 × 30.4 = 15,200 บาท
ดังนั้น Daily Budget ควรถูกมองว่าเป็น ค่าเฉลี่ยของงบรายวัน มากกว่าจะเป็น Daily Hard Cap ที่จะถูกใช้เท่ากันทุกวัน
แล้ววันละ 300 หรือ 500 บาทพอไหม?
คำตอบคือ บางธุรกิจพอ แต่บางธุรกิจไม่พอ
ปัญหาของการถามด้วยตัวเลข Budget อย่างเดียวคือเรายังไม่รู้ว่า CPC ของตลาดนั้นอยู่เท่าไร
สมมติ Business A มี CPC เฉลี่ย 10 บาท งบ 500 บาทอาจซื้อ Traffic ได้ประมาณ 50 Clicks แต่ถ้า Business B มี CPC เฉลี่ย 100 บาท งบเดียวกันจะซื้อได้ประมาณ 5 Clicks
จึงไม่มีเหตุผลว่าทำไมสองธุรกิจนี้ควรใช้ Recommended Budget เท่ากัน
Google มีสิ่งที่เรียกว่า Recommended Average Daily Budget ซึ่งเป็นค่าประมาณของ Budget ที่น่าจะช่วยลดจำนวน Impression ที่เสียไปเพราะข้อจำกัดด้านงบ แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ตอบว่าการซื้อ Traffic เพิ่มจะสร้างกำไรให้ธุรกิจหรือไม่
Resource: Google Ads Help — Recommended average daily budget
พูดอีกแบบคือ Recommended Budget ของระบบช่วยตอบประมาณว่า “ยังมี Traffic ที่เราเสียไปเพราะ Budget หรือไม่?” แต่ไม่ได้ตอบว่า “Traffic ที่ซื้อเพิ่มนั้นคุ้มกับธุรกิจหรือไม่?”
วิธีคิด Google Ads Budget แบบง่ายที่สุด
สำหรับ Search Ads วิธีคิดพื้นฐานสามารถเริ่มจาก 3 ตัวแปรคือ
CPC × จำนวน Click × Conversion Rate
สมมติว่า CPC เฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาท และ Landing Page มี Conversion Rate 5% ถ้าต้องการประมาณ 10 Leads จำนวน Click ที่ต้องใช้โดยประมาณคือ
10 ÷ 5% = 200 Clicks
Budget ที่ต้องเตรียมโดยประมาณคือ
200 × 40 = 8,000 บาท
ตัวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าใช้งบ 8,000 บาทแล้วจะได้ 10 Leads แน่นอน เพราะ CPC และ Conversion Rate สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ช่วยให้การตั้ง Budget เปลี่ยนจากการเดาด้วยความรู้สึกมาเป็นการวางสมมติฐานจากตัวเลข
สำหรับ Campaign ใหม่ สามารถใช้ Keyword Planner ช่วยประเมิน Search Volume, Clicks, Cost และ CPC ของ Keyword ที่สนใจได้ โดย Forecast จะนำปัจจัยอย่าง Bid, Budget, Seasonality และ Historical Ad Quality มาประกอบการประมาณการ
Resource: Google Ads Help — About Keyword Planner forecasts
อีกวิธีหนึ่งคือคิดย้อนจาก Target CPA หรือ CAC
ถ้าธุรกิจรู้แล้วว่า Conversion หรือ Customer หนึ่งรายควรมีต้นทุนไม่เกินเท่าไร การวาง Budget จะง่ายขึ้น
สมมติว่า Target CPL อยู่ที่ 800 บาท และต้องการ 20 Leads ต่อเดือน Budget Planning เบื้องต้นคือ
800 × 20 = 16,000 บาท
จากนั้นจึงค่อยย้อนมาตรวจสอบว่า CPC, Search Volume และ Conversion Rate ของตลาดสามารถรองรับเป้าหมายดังกล่าวได้หรือไม่
ในทางกลับกัน ถ้าธุรกิจทราบ Target CAC หรือ Cost per Customer แล้ว ก็สามารถคำนวณกลับมาเป็น Maximum CPL ได้เช่นกัน
สมมติว่า Target CAC อยู่ที่ 5,000 บาท และโดยเฉลี่ย 20% ของ Lead สามารถกลายเป็นลูกค้าได้ Maximum CPL ในเชิงทฤษฎีจะอยู่ประมาณ
5,000 × 20% = 1,000 บาท
แน่นอนว่าในสถานการณ์จริงยังต้องพิจารณาต้นทุนอื่นและ Margin เพิ่มเติม แต่กรอบคิดนี้มีประโยชน์มากกว่าการถามว่า “Google Ads ปกติควรมี CPL เท่าไร” เพราะมันเชื่อม Advertising Cost เข้ากับ Economics ของธุรกิจโดยตรง
ตรงนี้ควรแยกให้ออกด้วยว่า Target CPA ใน Google Ads เป็น Bidding Strategy ไม่ใช่วิธีคิดค่าบริการของ Google Ads ระบบจะใช้ Target CPA เพื่อช่วยปรับ Bid โดยพยายามสร้าง Conversion ตาม Cost Target ที่กำหนด
Resource: Google Ads Help — About Target CPA bidding
ถ้าทำ Lead Generation อย่าหยุดที่ Cost per Lead
สำหรับธุรกิจ Lead Generation การดู CPL อย่างเดียวมีข้อจำกัดมาก
สมมติ Campaign A มี CPL 400 บาท ส่วน Campaign B มี CPL 700 บาท ถ้ามองเฉพาะ Google Ads Dashboard Campaign A ดูดีกว่าอย่างชัดเจน
แต่ถ้า Campaign A ได้ Lead ที่กลายเป็นลูกค้าเพียง 5% ขณะที่ Campaign B เปลี่ยนเป็นลูกค้าได้ 20% Campaign B อาจสร้าง Customer ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก แม้ CPL จะสูงกว่า
ดังนั้นสิ่งที่ธุรกิจควรพยายามเชื่อมให้ได้คือ
Click → Lead → Qualified Lead → Customer → Revenue
ไม่ใช่หยุดการวัดผลที่ Conversion ใน Google Ads เพียงอย่างเดียว
สำหรับธุรกิจที่ต้องพึ่ง Lead การตั้ง Budget จึงควรพิจารณา Lead Quality และ Close Rate ควบคู่กับ CPL ด้วย ซึ่งผมอธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมไว้ในบทความ Lead Generation คืออะไร? ทำไม Lead เยอะขึ้น แต่ยอดขายอาจไม่โต
CPC ต่ำไม่ได้แปลว่า Google Ads ถูก
นี่เป็นอีกจุดที่มักทำให้การ Optimize ผิดทิศทาง
ลองสมมติว่า Keyword A มี CPC 20 บาท แต่ Conversion Rate เพียง 1% Cost per Conversion จะอยู่ประมาณ 2,000 บาท
ขณะที่ Keyword B มี CPC 60 บาท แต่ Conversion Rate 10% Cost per Conversion จะอยู่ประมาณ 600 บาท
Keyword B มีราคาต่อ Click แพงกว่า 3 เท่า แต่กลับสร้าง Conversion ได้ถูกกว่ามาก
ดังนั้นการพยายาม Optimize Google Ads เพื่อให้ CPC ต่ำที่สุด ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ธุรกิจได้ผลลัพธ์ดีที่สุด สิ่งที่ควรถามมากกว่าคือ
เรากำลังซื้อ Traffic ที่มีโอกาสสร้าง Business Outcome ในต้นทุนที่ธุรกิจยอมรับได้หรือไม่?
Landing Page ทำให้งบ Google Ads มีค่ามากขึ้นหรือน้อยลงได้
ลองดูตัวอย่างสมมติอีกกรณีหนึ่ง
ถ้า CPC อยู่ที่ 40 บาท และ Campaign ได้ Traffic 500 Clicks ค่า Ads จะอยู่ประมาณ 20,000 บาท หาก Landing Page มี Conversion Rate 2% จะได้ประมาณ 10 Leads หรือ CPL ประมาณ 2,000 บาท
แต่ถ้าปรับ Landing Page แล้ว Conversion Rate เพิ่มเป็น 4% โดย CPC และ Traffic เท่าเดิม จะได้ประมาณ 20 Leads และ CPL จะลดลงเหลือประมาณ 1,000 บาท
สิ่งที่น่าสนใจคือ เราไม่ได้ทำให้ Click ถูกลงเลย แต่ทำให้ ทุกบาทที่ใช้ซื้อ Traffic มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Google Ads กับ Conversion Rate Optimization ไม่ควรถูกมองเป็นคนละเรื่อง เพราะต่อให้ Campaign หา Traffic ได้ดี ถ้า Landing Page ไม่สามารถเปลี่ยน Traffic ให้กลายเป็น Action ที่ต้องการ Economics ของ Campaign ก็ยังไม่ดีอยู่ดี
หากปัญหาอยู่หลังจากคนคลิก Ads เข้ามาแล้ว สามารถดูแนวคิดเพิ่มเติมในหน้า บริการออกแบบ Landing Page เพื่อเพิ่ม Conversion ของ C & S Assist
งบน้อยควรทำ Google Ads อย่างไร?
ถ้า Budget จำกัด สิ่งที่มักไม่ค่อยได้ผลคือการกระจายเงินบาง ๆ ไปทุก Channel และทุก Campaign พร้อมกัน
ตัวอย่างเช่น มีงบ 10,000 บาท แต่เปิด Search, Performance Max, Display, YouTube, Remarketing หลายสินค้า หลายบริการ และหลาย Location พร้อมกัน สุดท้ายแต่ละ Campaign อาจมี Data น้อยจนยากต่อการวิเคราะห์ว่าอะไรทำงานจริง
ในสถานการณ์แบบนี้ ผมมักมองจากหลัก
Highest Intent + Highest Business Value ก่อน
เช่น Keyword กลุ่มไหนใกล้การซื้อที่สุด บริการไหนมี Margin ดี พื้นที่ไหนมีโอกาสปิดการขายสูง หรือ Offer ไหนแข็งแรงที่สุด แล้ว Concentrate Budget ให้เกิด Signal ที่ชัดพอ เมื่อเริ่มรู้ว่าอะไรทำงานจึงค่อยขยาย
แนวคิดสำคัญคือ Budget ที่น้อยไม่ได้แปลว่าทำ Google Ads ไม่ได้ แต่ยิ่งงบน้อยยิ่งต้องเลือกสนามให้แคบและชัด
แล้วควรเพิ่ม Budget เมื่อไร?
การเพิ่ม Budget มีเหตุผลเมื่อเรารู้ก่อนว่า Campaign ที่กำลัง Scale มี Economics ดีพอ ไม่ใช่เพียงเพราะระบบแจ้งว่า Campaign ถูกจำกัดด้วย Budget
ก่อนเพิ่มงบควรดูอย่างน้อยว่า CPA หรือ CAC อยู่ในระดับที่ธุรกิจรับได้หรือไม่ Lead Quality ผ่านหรือไม่ Conversion Tracking เชื่อถือได้หรือไม่ Landing Page ยังเป็น Bottleneck หรือไม่ และตลาดยังมี Search Demand ให้ขยายต่อหรือเปล่า
สำหรับ Search Campaign สามารถใช้ Impression Share และ Lost Impression Share เพื่อช่วยดูว่าเรากำลังพลาดโอกาสจาก Budget, Bid หรือ Ad Rank มากน้อยเพียงใด Google เองแนะนำให้ใช้ Lost Impression Share (Budget) เพื่อทำความเข้าใจว่าข้อจำกัดด้าน Budget ทำให้ Ads พลาดการแสดงผลมากน้อยเพียงใด
Resource: Google Ads Help — Understanding missed opportunities and Impression Share
แต่การเห็น Lost Impression Share จาก Budget ไม่ได้แปลว่าควรเพิ่มงบทันที สิ่งที่ต้องตอบก่อนคือ Traffic เพิ่มที่เรากำลังจะซื้อ มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนในระดับที่ธุรกิจยอมรับได้หรือไม่
C & S เคยเขียนเรื่องการ Scale ในกรณีที่ Search Campaign เริ่ม Capture Demand ได้สูงไว้เพิ่มเติมในบทความ สเกล Google Search Ads อย่างไร เมื่อ Impression Share สูงจนเกือบเต็ม?
สำหรับ Campaign ที่มีข้อมูลอยู่แล้ว ยังสามารถใช้ Performance Planner เพื่อจำลองว่าการเปลี่ยน Budget หรือ Bid Target อาจส่งผลต่อ Performance อย่างไร
Resource: Google Ads Help — About Performance Planner
อีกทางหนึ่งคือขยายโอกาสออกจาก Search Campaign เดิมด้วย Campaign Type อื่น เช่น Performance Max แต่ผมไม่คิดว่าควรเปิดเพียงเพราะต้องการ “ใช้ Budget ให้หมด” การใช้ PMax ควรพิจารณาทั้ง Conversion Signal, Tracking, Assets และความพร้อมที่จะให้ Automation Explore Opportunity เพิ่มเติม
อ่านต่อ: Performance Max คืออะไร? ควรใช้เมื่อไร และต่างจาก Google Search Ads อย่างไร
ค่าบริการ Agency ควรคิดรวมกับ ROI ไหม?
ควรครับ เพราะจากมุมธุรกิจ Management Fee ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Marketing Cost
สมมติค่า Ads อยู่ที่ 50,000 บาท และ Management Fee 10,000 บาท ถ้าธุรกิจต้องการประเมิน Business Economics จริง ต้นทุนการตลาดไม่ได้มีเพียง Media Spend 50,000 บาท แต่ควรรวมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการทำให้ระบบนี้ทำงานด้วย
ในทางปฏิบัติ ผมจึงมองว่าควรแยกการวิเคราะห์เป็นสองระดับ
Media Efficiency ดูว่าเงินที่ใช้ใน Google Ads สร้าง Traffic และ Conversion ได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน
Business Economics ดู Total Cost เทียบกับ Qualified Lead, Customer, Revenue, Gross Profit หรือ Contribution Margin
สองระดับนี้ตอบคนละคำถาม และธุรกิจควรดูทั้งสองอย่าง
Google Ads ราคาเท่าไรถึงเรียกว่าคุ้ม?
คำตอบที่แม่นกว่าคือ
ราคาที่ธุรกิจจ่ายแล้ว Customer Economics ยังทำงานได้
สำหรับ Lead Generation อาจดูจาก Qualified CPL, Cost per Appointment, Cost per Customer หรือ CAC
สำหรับ E-commerce อาจดู CPA, ROAS, Contribution Margin หรือ Profit
ดังนั้น CPC สูงไม่ได้แปลว่าแพง และ CPC ต่ำก็ไม่ได้แปลว่าถูก Traffic ราคาถูกที่ไม่สร้างลูกค้าอาจแพงกว่า Traffic ราคาสูงที่ปิดการขายได้ดีหลายเท่า
ถ้าเพิ่งเริ่ม Google Ads ควรวางงบอย่างไร?
ถ้ายังไม่มี Historical Data การตั้ง Budget ครั้งแรกควรถูกมองเป็น Working Hypothesis มากกว่าตัวเลขถาวร
ลำดับที่ใช้คิดได้คือ
- ประเมิน Search Demand และ CPC ของ Keyword ที่เกี่ยวข้อง
- เลือก Keyword ที่มี Commercial Intent สูงก่อน
- ประมาณ Conversion Rate แบบ Conservative
- กำหนด Target CPA หรือ CAC ที่ธุรกิจรับได้
- คำนวณ Budget กลับมา
- เปิด Campaign และเก็บข้อมูลจริง
- ตรวจ Search Terms, Conversion Rate และ Lead Quality
- ปรับ Assumption จากข้อมูลจริงก่อนเพิ่มหรือลด Budget
สิ่งที่เราต้องการจากช่วงแรกไม่ใช่แค่ Conversion แต่คือการเรียนรู้ว่า CPC จริงอยู่ที่เท่าไร Search Term ใดสร้างคุณภาพ Conversion Rate จริงเป็นอย่างไร และ Customer Economics ของ Campaign ทำงานหรือไม่
เมื่อข้อมูลเหล่านี้เริ่มชัด การ Scale Budget จะมีเหตุผลรองรับมากกว่าการเพิ่มงบเพราะรู้สึกว่า Campaign “น่าจะไปได้”
สรุป: อย่าถามแค่ว่า Google Ads ต้องใช้งบเท่าไร
Google Ads ไม่มี Rate Card กลางว่าทุกธุรกิจควรเริ่มวันละ 300, 500 หรือ 1,000 บาท
งบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายตัวแปร ทั้ง CPC, Search Demand, Conversion Rate, Lead Quality, Close Rate, Customer Value และ Profitability
ถ้าต้องการสูตรตั้งต้นแบบง่ายที่สุด สามารถคิดจาก
Budget = จำนวน Conversion ที่ต้องการ × Cost per Conversion ที่ธุรกิจรับได้
จากนั้นจึงย้อนมาตรวจด้วย CPC, Conversion Rate และ Search Demand ว่าตลาดสามารถรองรับเป้าหมายดังกล่าวได้จริงหรือไม่
เพราะสุดท้ายธุรกิจไม่ได้ต้องการ Click ที่ราคาถูกที่สุด
ธุรกิจต้องการ ลูกค้าที่เหมาะสมในต้นทุนที่รับได้
และนั่นควรเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้ง Google Ads Budget มากกว่าการถามว่าคู่แข่งลงวันละเท่าไรครับ
FAQ
Google Ads ขั้นต่ำวันละเท่าไร?
ตอบ: ไม่มีตัวเลขงบขั้นต่ำสากลที่เหมาะกับทุกธุรกิจ Budget ที่สมเหตุสมผลควรพิจารณาจาก CPC, Search Demand และจำนวน Conversion ที่ต้องการ มากกว่าการใช้ตัวเลขมาตรฐานเดียวกับทุกตลาด
Google Ads วันละ 300 บาทพอไหม?
ตอบ: อาจเพียงพอในตลาดที่ CPC ต่ำและ Targeting แคบ แต่ในตลาดที่ CPC สูง Budget ดังกล่าวอาจซื้อ Traffic ได้น้อยเกินไปที่จะประเมิน Performance ได้อย่างมีความหมาย
Google Ads คิดเงินต่อ Click หรือไม่?
ตอบ: สำหรับการเสนอราคาแบบ CPC มีค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดการคลิกโฆษณา แต่ Google Ads ยังมี Campaign, Ad Format และ Bidding Model อื่นที่มีรูปแบบแตกต่างกันไป
Google Ads คิดเงินแบบ CPA ไหม?
ตอบ: Target CPA เป็น Bidding Strategy ที่ให้ระบบปรับ Bid เพื่อพยายามสร้าง Conversion ตาม Cost Target ไม่ได้หมายความว่า Search Ads ทั่วไปจะเรียกเก็บเงินเฉพาะเมื่อเกิด Conversion ดังนั้นควรแยก วิธี Optimize Bid ออกจาก วิธีคิดค่าใช้จ่าย
Budget 500 บาทต่อวันจะเสียเดือนละเท่าไร?
ตอบ: ถ้าใช้ Average Daily Budget 500 บาท Monthly Spending Limit สำหรับ Campaign ส่วนใหญ่โดยทั่วไปจะอยู่ประมาณ 15,200 บาท หรือ 500 × 30.4 ขณะที่การใช้จ่ายจริงในบางวันอาจสูงถึงประมาณสองเท่าของ Average Daily Budget
ค่าบริการ Agency รวมค่าโฆษณาไหม?
ตอบ: ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ ควรถามให้ชัดว่าราคาที่เสนอเป็น Management Fee, Media Spend หรือรวมทั้งสองส่วน รวมถึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับ Landing Page, Tracking, Creative หรือบริการอื่นหรือไม่


